หลังจากเก็บข้อมูลใน Business Canvas Model แล้วนำมาวิเคราะห์ต่อว่ากิจการจะสามารถเป็นผู้ชนะในระยะยาวได้หรือไม่ ด้วยการใช้ framework ที่ใช้กันทั่วไปอย่าง BCM Matrix
BCM Matrix ใช้ช่วยในการวิเคราะห์ Business Cycle เอามาช่วยดูว่ากิจการที่เราเลือกมาวิเคราะห์อยู่ในช่วงไหนของ Cycle แบ่งเป็น 4 ส่วน
1 Stars อยู่ในช่วงเติบโตสุด ๆ กิจการอยู่ในตลาดที่เติบโต ได้รับการสนับสนุนจากเหตุการณ์ระดับโลก หรืออยู่ในกลุ่มที่มี Mega trend หรืออยู่ใน Cycle ขาขึ้นของอุตสาหกรรม
ยกตัวอย่างกลุ่มที่มีโอกาสเป็น Star อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี พวกการสื่อสาร ยังถือว่าเป็น Mega trend โรงพยาบาล หรือ โครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยจะเข้า Cycle ขาขึ้นเพราะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเมื่อนโยบายรัฐชัดเจน ฯลฯ
จากนั้นก็มาดูบริษัทในกลุ่มพวกนี้ว่าใครที่ทำส่วนแบ่งตลาดได้เพิ่มขึ้น หรือเป็นอันดับต้น ๆ ของกลุ่มได้ และมีแนวโน้มว่าจะครองส่วนแบ่งอันดับต้น ๆ ได้อีกนาน ก็จัดเป็นกลุ่ม Star กันได้เลย
2 Cash Cows คือกิจการที่ขนาดตลาดมีอัตราเติบโตต่ำแล้ว แต่ตัวกิจการเองยังคงเป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น มีกำไรสม่ำเสมอ บริษัทแบบนี้ส่วนมากจะมีการจ่ายปันผลมาก เหมือนแม่วัวที่ให้นมไปอีกยาว ๆ
ยกตัวอย่างกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าจะอยู่ในกลุ่ม Cash Cows ก็นจะเป็นพวกโรงงานผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีการพั?ฒนาการผลิต และการกระจายสินค้าไปทั่วถึงทุกพื้นที่แล้ว แต่ทุก ๆ คนยังต้องกินต้องใช้ ยังขายได้ตลอด แต่ไม่โตแบบสุด ๆ แล้ว
3 Question Marks ยังงง ๆ ว่าตัวกิจการจะโตไปทางไหน เพราะยังอยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโต แต่ตัวบริษัทยังคงไม่แข็งแรงพอ ยังอยู่ในช่วงที่พัฒนาเพื่อดันตัวเองให้มีส่วนแบ่งตลาดมากขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ ได้ หรืออาจทำไม่สำเร็จก็ได้ด้วย
กิจการแบบนี้เป็นกลุ่มที่มีโอกาส Turnaround และสร้างกำไรมากมายได้ หรืออาจเป็นบริษัทที่มีความสามารถ แต่ยังไม่ใช่บริษัทที่มีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับต้น ๆ ตอนนี้ที่เห็นชัด ๆ ก็หลายบริษัทในกลุ่มที่เกี่ยวกับ TV Digital
4 Dogs ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก ไม่เติบโต บริหารงานสู้พวกผู้นำไม่ได้ ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงคงต้อง เจ๊งไป กลุ่มนี้ไม่ยกตัวอย่างละกันนะ
การวิเคราะห์ Business Cycle นี้ยังจะนำมาช่วยให้เรากำหนด กลยุทธ์ ในการเทรด และการลงทุนได้ เช่น Stars อาจลงทุนระยะยาว ๆ รอซื้อเมื่อมีการพักตัวของราคาในช่วงขาขึ้น หรือตอนมีวิกฤติ ให้ได้ของถูกมีส่วนลด ขายเมื่อไม่โตแล้ว (นานมาก ๆ) หรือ เล่นกลยุทธ์ Breakout กับกลุ่ม Question Marks ก็พอได้ หรือสะสมความมั่งคั่งกับกลุ่ม Cash Cows ก็ได้ แต่กลุ่ม Dogs ไม่เล่นดีกว่าคร๊าบบ
ขอให้ผู้เรียนรู้ พยายาม สำเร็จอย่างที่หวัง
Mee?
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Business Model แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Business Model แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2558
วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
หาบริษัทในดวงใจ.....ตอน 1 Business Canvas Model 2
ในตอนนี้เรามาดู Business Canvas Model ต่อกันให้จบ
ในตอนที่แล้วได้เสนอข้อ 1 - 4 ไปแล้ว เป็นข้อมูลที่ทำให้เราสามารถเข้าใจความแข็งแกร่งของกิจการ ที่สร้างคุณค้า การแก้ปัญหา และความเป็นเลิศ นำเสนอแก่ลูกค้าของกิจการ
ในอีก 2 ส่วนคือ ข้อ 5 - 7 บอกถึงการตลาด และ 8 - 9 บอกถึงการเงินของกิจการที่มาจากกิจกรรมดำเนินงานหลัก จะมาดูกันในตอนนี้
ในส่วนที่ 5 - 7 จะพูดถึงกิจกรรมทางการตลาด ที่จะเรียนรู้เข้าใจกลุ่มลูกค้า ให้เห็นแนวโน้มการเติบโตในอนาคต
Customer Relationships : ในส่วนนี้จะเป็นวิธีการที่กิจการใช้ในการรักษาลูกค้า และขยายฐานลูกค้าใหม่จากลูกค้าเก่าของกิจการ อาจเป็นแค่วิธีการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าอยู่ตลอด การนำเสนอสินค้าและบริการใหม่ที่จะเพิ่มคุณค่า หรือแแก้ปัญหาให้ลูกค้าเสมอ การจัดกิจกรรมให้ลูกค้ามีส่วนร่วม การบริการหลังการขาย การอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า (อาจด้วยเครื่องมือเช่น ATM) การสร้างชุมชน (กลุ่มใน line, facebook)
Channels : ช่องทางการเข้าถึงลูกค้า ทั้งการให้ข้อมูล การนำส่งสินค้าหรือบริการ การที่ลูกค้าเข้าถึงกิจการ ช่องทางการจัดจำหน่ายผ่าน business partner หรือช่องทางกระจายสินค้าผ่านหน่อยงานย่อย การใช้ช่องทาง online รวมถึงช่องทางการให้บริการหลังการขายด้วย
Customer Segments : ง่าย ๆ ก็คือกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของกิจการ แต่ต้องดูอย่างละเอียดด้วยว่า กิจการแก้ปัญหาให้ใคร เพิ่มคุณค่าให้ใคร พื้นที่ไหน อายุช่วงไหน นิสัยยังไง มีจุดเด่นที่ไหน อย่าลืมเรื่องเพศด้วย เอาให้ชัด ไม่มีกิจการใดสำเร็จได้ถ้าไม่รู้จักลูกค้าตัวเอง
ส่วนสุดท้าย 8 และ 9 เป็นช่องทางทำเงิน และต้นทุน จะเห็นรายรับ รายจ่าย และกำไรของกิจการว่ามีโครงสร้างยังไงบ้าง
Cost Structure : ต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการสร้างรายได้ช่องทางต่าง ๆ ของกิจการ เช่น ต้นทุนขายสินค้าจากการผลิตสินค้า ต้องมีเครื่องจักร โรงงาน (ค่าเสื่อมราคา) มีแรงงาน (ค่าแรง) ค่าการตลาดต่าง ๆ ค่าขนส่ง ค่าลูกค้าสัมพันธ์ต่าง ๆ ธุรกิจประเภทอื่นก็มีต้นทุนต่างกัน ลองวิเคราะห์กันดู
Revenue Streams : ช่องทางที่สร้างรายได้ให้กับกิจการ เป็นไปได้ควรรู้ถึงสัดส่วนของรายได้ต่าง ๆ ว่าแต่ละช่องทางเป็นกี่ % หรือจะให้ดีรู้ถึงสัดส่วนกำไรจะดีที่สุด
ขอให้ผู้เรียนรู้ พยายาม สำเร็จอย่างที่หวัง
Mee?
ในตอนที่แล้วได้เสนอข้อ 1 - 4 ไปแล้ว เป็นข้อมูลที่ทำให้เราสามารถเข้าใจความแข็งแกร่งของกิจการ ที่สร้างคุณค้า การแก้ปัญหา และความเป็นเลิศ นำเสนอแก่ลูกค้าของกิจการ
ในอีก 2 ส่วนคือ ข้อ 5 - 7 บอกถึงการตลาด และ 8 - 9 บอกถึงการเงินของกิจการที่มาจากกิจกรรมดำเนินงานหลัก จะมาดูกันในตอนนี้
ในส่วนที่ 5 - 7 จะพูดถึงกิจกรรมทางการตลาด ที่จะเรียนรู้เข้าใจกลุ่มลูกค้า ให้เห็นแนวโน้มการเติบโตในอนาคต
Customer Relationships : ในส่วนนี้จะเป็นวิธีการที่กิจการใช้ในการรักษาลูกค้า และขยายฐานลูกค้าใหม่จากลูกค้าเก่าของกิจการ อาจเป็นแค่วิธีการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าอยู่ตลอด การนำเสนอสินค้าและบริการใหม่ที่จะเพิ่มคุณค่า หรือแแก้ปัญหาให้ลูกค้าเสมอ การจัดกิจกรรมให้ลูกค้ามีส่วนร่วม การบริการหลังการขาย การอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า (อาจด้วยเครื่องมือเช่น ATM) การสร้างชุมชน (กลุ่มใน line, facebook)
Channels : ช่องทางการเข้าถึงลูกค้า ทั้งการให้ข้อมูล การนำส่งสินค้าหรือบริการ การที่ลูกค้าเข้าถึงกิจการ ช่องทางการจัดจำหน่ายผ่าน business partner หรือช่องทางกระจายสินค้าผ่านหน่อยงานย่อย การใช้ช่องทาง online รวมถึงช่องทางการให้บริการหลังการขายด้วย
Customer Segments : ง่าย ๆ ก็คือกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของกิจการ แต่ต้องดูอย่างละเอียดด้วยว่า กิจการแก้ปัญหาให้ใคร เพิ่มคุณค่าให้ใคร พื้นที่ไหน อายุช่วงไหน นิสัยยังไง มีจุดเด่นที่ไหน อย่าลืมเรื่องเพศด้วย เอาให้ชัด ไม่มีกิจการใดสำเร็จได้ถ้าไม่รู้จักลูกค้าตัวเอง
ส่วนสุดท้าย 8 และ 9 เป็นช่องทางทำเงิน และต้นทุน จะเห็นรายรับ รายจ่าย และกำไรของกิจการว่ามีโครงสร้างยังไงบ้าง
Cost Structure : ต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการสร้างรายได้ช่องทางต่าง ๆ ของกิจการ เช่น ต้นทุนขายสินค้าจากการผลิตสินค้า ต้องมีเครื่องจักร โรงงาน (ค่าเสื่อมราคา) มีแรงงาน (ค่าแรง) ค่าการตลาดต่าง ๆ ค่าขนส่ง ค่าลูกค้าสัมพันธ์ต่าง ๆ ธุรกิจประเภทอื่นก็มีต้นทุนต่างกัน ลองวิเคราะห์กันดู
Revenue Streams : ช่องทางที่สร้างรายได้ให้กับกิจการ เป็นไปได้ควรรู้ถึงสัดส่วนของรายได้ต่าง ๆ ว่าแต่ละช่องทางเป็นกี่ % หรือจะให้ดีรู้ถึงสัดส่วนกำไรจะดีที่สุด
ขอให้ผู้เรียนรู้ พยายาม สำเร็จอย่างที่หวัง
Mee?
วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
หาบริษัทในดวงใจ.....ตอน 1 Business Canvas Model 1
เป็นปัญหาสำหรับคนเริ่มลงทุน ในการหาบริษัทที่ยอดเยี่ยมมาเป็นบริษัทในดวงใจ ไม่รู้ต้องเริ่มศึกษาที่ไหน ต้องดูเรื่องอะไรบ้าง วิเคราะห์ไม่เป็น บลา ๆ ๆ
แก้ปัญหาง่าย ๆ กันด้วย Model สำเร็จรูปที่มีคนคิดค้นไว้ให้ใช้กัน ไม่ต้องคิดเองและได้ผลดีด้วย
ก่อนอื่นต้องศึกษาก่อนว่าบริษัทมี Business Model เป็นยังไง เมื่อรู้และเข้าใจแล้วการวิเคราะห์เรื่องอื่นก็ง่าย ๆ
ขอเสนอ Model สำเร็จรูปชื่อ Business Canvas Model ที่ทำเป็นตารางมาให้เรากรอกรายละเอียดในหัวข้อต่าง ๆ ให้ครบเป็นพอ ตารางและเนื้อหาที่จะกรอกในแต่ละหัวข้อเป็นแบบนี้
4 ส่วนแรกเป็นการหาข้อมูลการสร้างคุณค่า และความเป็นเลิศของกิจการ ที่สร้างให้กับลูกค้า
Key Partners : คนเราทำอะไรคนเดียวก็ยากที่จะสำเร็จ บริษัทก็เหมือนกันมีความถนัดส่วนตัว และต้องมีเรื่องที่ไม่ถนัดด้วย แต่ดันสำคัญต่อการดำเนินงาน บริษัทต้องหาผู้ช่วย การร่วมมือกันก็แบ่งได้หลาย ๆ รูปแบบ อย่างการ outsource การร่วมทุน คู่ค้า (supplier, ผู้กระจายสินค้า, ลูกค้ารายใหญ่) การร่วมกันทำธุรกิจที่ส่งเสริมกัน (เช่นโรงหนังกับห้างสรรพสินค้า)
Key Activities : กิจกรรมหลักที่ทำให้กิจการอยู่รอดได้ หรืออาจหมายถึงกิจกรรมที่ทำให้กิจการสร้างคุณค่า สร้างความเป็นเลิศ เพื่อมอบคุณค่าให้กับลูกค้าของเขา เช่น กิจกรรมการผลิตที่มีการควบคุมคุณภาพจนเป็นจุดเด่น กิจกรรมฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรให้เกิดประสิทธิภาพในการบริการลูกค้าสูงขึ้นเรื่อย ๆ กิจกรรมการตลาดที่เข้าถึงลูกค้าเป้าหมายได้มากที่สุดเร็วที่สุด
Key Resources : ทรัพยากรที่กิจการมีเพื่อทำให้เกิดกิจกรรม ที่สร้างคุณค่าและการแก้ปัญหาให้กับลูกค้า อาจเป็นเครื่องจักรที่ทันสมัยสนับสนุนการผลิตที่มีคุณภาพ ระบบการพัฒนาบุคลากร หลักสูตร และบุคลากรที่มีคุณภาพเพื่อทำกิจกรรมการบริการลูกค้า แผนการตลาด ทีมการตลาดทีมีคุณภาพที่ทำการตลาดให้
Value Proposition : คือคุณค่า และการแก้ปัญหาที่นำเสนอให้ลูกค้าในตลาดที่มาจาก ทรัพยากร กิจกรรม และ business partners ของกิจการ
ตอนต่อไปเราจะมาดูส่วนที่เหลือต่อกัน (เดียวยาวไป)
ขอให้ผู้เรียนรู้ พยายาม สำเร็จอย่างที่หวัง
Mee?
แก้ปัญหาง่าย ๆ กันด้วย Model สำเร็จรูปที่มีคนคิดค้นไว้ให้ใช้กัน ไม่ต้องคิดเองและได้ผลดีด้วย
ก่อนอื่นต้องศึกษาก่อนว่าบริษัทมี Business Model เป็นยังไง เมื่อรู้และเข้าใจแล้วการวิเคราะห์เรื่องอื่นก็ง่าย ๆ
ขอเสนอ Model สำเร็จรูปชื่อ Business Canvas Model ที่ทำเป็นตารางมาให้เรากรอกรายละเอียดในหัวข้อต่าง ๆ ให้ครบเป็นพอ ตารางและเนื้อหาที่จะกรอกในแต่ละหัวข้อเป็นแบบนี้
4 ส่วนแรกเป็นการหาข้อมูลการสร้างคุณค่า และความเป็นเลิศของกิจการ ที่สร้างให้กับลูกค้า
Key Partners : คนเราทำอะไรคนเดียวก็ยากที่จะสำเร็จ บริษัทก็เหมือนกันมีความถนัดส่วนตัว และต้องมีเรื่องที่ไม่ถนัดด้วย แต่ดันสำคัญต่อการดำเนินงาน บริษัทต้องหาผู้ช่วย การร่วมมือกันก็แบ่งได้หลาย ๆ รูปแบบ อย่างการ outsource การร่วมทุน คู่ค้า (supplier, ผู้กระจายสินค้า, ลูกค้ารายใหญ่) การร่วมกันทำธุรกิจที่ส่งเสริมกัน (เช่นโรงหนังกับห้างสรรพสินค้า)
Key Activities : กิจกรรมหลักที่ทำให้กิจการอยู่รอดได้ หรืออาจหมายถึงกิจกรรมที่ทำให้กิจการสร้างคุณค่า สร้างความเป็นเลิศ เพื่อมอบคุณค่าให้กับลูกค้าของเขา เช่น กิจกรรมการผลิตที่มีการควบคุมคุณภาพจนเป็นจุดเด่น กิจกรรมฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรให้เกิดประสิทธิภาพในการบริการลูกค้าสูงขึ้นเรื่อย ๆ กิจกรรมการตลาดที่เข้าถึงลูกค้าเป้าหมายได้มากที่สุดเร็วที่สุด
Key Resources : ทรัพยากรที่กิจการมีเพื่อทำให้เกิดกิจกรรม ที่สร้างคุณค่าและการแก้ปัญหาให้กับลูกค้า อาจเป็นเครื่องจักรที่ทันสมัยสนับสนุนการผลิตที่มีคุณภาพ ระบบการพัฒนาบุคลากร หลักสูตร และบุคลากรที่มีคุณภาพเพื่อทำกิจกรรมการบริการลูกค้า แผนการตลาด ทีมการตลาดทีมีคุณภาพที่ทำการตลาดให้
Value Proposition : คือคุณค่า และการแก้ปัญหาที่นำเสนอให้ลูกค้าในตลาดที่มาจาก ทรัพยากร กิจกรรม และ business partners ของกิจการ
ตอนต่อไปเราจะมาดูส่วนที่เหลือต่อกัน (เดียวยาวไป)
ขอให้ผู้เรียนรู้ พยายาม สำเร็จอย่างที่หวัง
Mee?
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


