ความเสี่ยงของการเทรด ??
ผมได้พูดคุยกับคนที่เรียนกับผม
และหลาย ๆ คนที่ร่วมฝึกฝนการเทรดด้วยกัน
ถึงหัวข้อเรื่องความเสี่ยงจากการเทรดคืออะไร
หลาย ๆ คนตอบว่า
ตัวเราเองไม่มีวินัย
ตัวเราเองโลภ
ความผิดพลาดของเครื่องมือ
การไม่เรียนรู้
การ Over Trade
ฯลฯ
มีไม่กี่คนเท่านั้นที่ตอบตรงกับที่ผมคิด
ผมคิดว่าความเสี่ยงจากการเทรดคือ
"การที่เราไปบังคับควบคุมตลาดไม่ได้"
หรือก็คือ
"การที่เราไม่มีทางรู้ 100% ว่าผลการเทรดครั้งนั้นจะกำไรหรือขาดทุน"
แล้วพวกเราก็ได้คุยกันถึงข้อสรุป
สรุปออกมาได้ว่า
หลาย ๆ คนยังไม่ได้รับผิดชอบต่อการเทรดของตัวเอง
ยังรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการเทรดตามระบบไม่ได้
ยังคิดว่าต้องมี วิธีการ หรือเครื่องมือขั้นเทพ
ที่จะทำให้ชนะตลาดได้ (หวังลึกๆ)
แต่จริง ๆ แล้วมันไม่มี
เรากำลังหวังว่าสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้
คือ "ตลาด"
จะต้องเป็นไปตามที่เราคิด
เป็นไปตามสัญญาณของเครื่องมือต่าง ๆ
หรือถ้าเราฝึกฝนมากขึ้น
เราจะชนะ "ตลาด" ได้
เราจะไม่มีความผิดพลาด
จริง ๆ แล้วสิ่งที่เป็นคำตอบของหลาย ๆ คน
จะเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ต้องฝึกฝน
แต่เป้าหมายไม่ใช่เพื่อ
"เอาชนะตลาด"
แต่เพื่อทำให้เรารอ รอ รอ รอ
เวลาที่ตลาดมอบความได้เปรียบทำกำไรให้เราเท่านั้น
เพราะความเสี่ยงของการเทรดคือ
"การที่เราไม่มีทางรู้ 100% ว่าผลการเทรดครั้งนั้นจะกำไรหรือขาดทุน"
"เราทำได้แค่รอให้ตลาดมอบความได้เปรียบในการทำกำไรให้เราเท่านั้น"
เรียนแบบหมีหมี
วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
คอร์สทำกำไร 1,000 - 3,000 บาทต่อวันด้วย ฺBinary Option
เทรนของเทรดเดอร์ยุคใหม่
ที่ผ่านมาการเทรดต้องลงทุนเยอะ
ต้องเรียนรู้มากมาย
ต้องติดตามข่าวสารตลอดเวลา
ต้องรอนานกว่าจะรู้ว่าได้กำไร
ตอนนี้มีการเทรดแบบใหม่คือ Binary Option
เริ่มลงทุนได้ด้วยเงินหลักร้อย หลักพัน
ใช้วิธีการง่าย ๆ ใครก็ทำได้
ไม่ต้องติดตามข่าวสาร
รู้ผลกำไรได้ใน 1 นาที
อะไรคือ Binary Option
คอร์สทำกำไร 1,000 - 3,000 บาทต่อวันด้วย ฺBinary Option
เนื้อหา
เทรนของเทรดเดอร์ยุคใหม่
ที่ผ่านมาการเทรดต้องลงทุนเยอะ
ต้องเรียนรู้มากมาย
ต้องติดตามข่าวสารตลอดเวลา
ต้องรอนานกว่าจะรู้ว่าได้กำไร
ตอนนี้มีการเทรดแบบใหม่คือ Binary Option
เริ่มลงทุนได้ด้วยเงินหลักร้อย หลักพัน
ใช้วิธีการง่าย ๆ ใครก็ทำได้
ไม่ต้องติดตามข่าวสาร
รู้ผลกำไรได้ใน 1 นาที
อะไรคือ Binary Option
คอร์สทำกำไร 1,000 - 3,000 บาทต่อวันด้วย ฺBinary Option
เนื้อหา
1. อะไรคือ Binary Option?
2. วิธีการทำกำไรที่ใคร ๆ
ก็ทำได้ แม้ไม่เคยเทรดมาก่อน
3. การจัดการเงินทุนเพื่อกำไรสม่ำเสมอ
4. จิตวิทยา
และแนวคิดในการเทรด
5. วิธีการเปิดบัญชี ฝากเงิน
ถอนเงิน
6. เนื้อหาเพิ่มเติมฟรี เช่น
ความรู้เกี่ยวกับกราฟราคา ตัวอย่างการเทรด และความรู้อื่น ๆ
อีกมากมายที่นำไปต่อยอดกับการเทรดอย่างอื่นได้
เหมาะสำหรับ
1. คนที่ต้องการรายได้เพิ่ม
2. คนที่เทรด หุ้น ค่าเงิน
แล้วยังทำกำไรได้ไม่สม่ำเสมอ
3. คนที่ต้องการโอกาสใหม่ ๆ
4. คนที่อยากศึกษาหาความรู้ด้านการเทรด
ผลการเรียนที่ผ่านมา
ภาพผลการฝึกเพิ่มเติม
วิธีการเรียน
เรียน Online ผ่าน Facebook ดูเมื่อไร่ก็ได้
ดูซ้ำกี่รอบก็ได้
ค่าเรียน 4,900 บาท
พิเศษ ราคา 3,900 บาทในเดือน พค 59 จำนวนจำกัด 30 คนเท่านั้น
ค่าเรียน 4,900 บาท
พิเศษ ราคา 3,900 บาทในเดือน พค 59 จำนวนจำกัด 30 คนเท่านั้น
ขั้นตอนการลงทะเบียนเรียน
1. Add line ID : aameebaa (คุณหมี)
2. โอนเงินค่าเรียน 3,900 บาท มาที่บัญชี
3. 663-2-22480-8 ธ.กสิกรไทย
ชื่อบัญชี นายมงคลศักดิ์ คล่องบำรุง
4. ส่งหลักฐานการโอน
พร้อมกับ ชื่อ และ Facebook มาที่ Line ID: aameebaa
วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2558
การสร้างความมั่งคั่งด้วยการพัฒนาประสิทธิภาพการเทรด
มีคนมากมายเข้ามาหาประโยชน์ในตลาดหุ้น บ้างก็สำเร็จร่ำรวย บ้างก็ขาดทุนหนีออกไป คนที่ประสบความสำเร็จก็มีทั้งที่เป็นนักลงทุน และนักเก็งกำไร คนทั้ง 2 กลุ่มนี้ก็มีเงื่อนไขที่ทำให้ประสบความสำเร็จต่างกันไป
นักลงทุนอาจต้องมีเงื่อนไขว่ามีเงินลงทุนมากพอที่ผลตอบแทนจากเงินปันผลให้ความพึงพอใจได้ หรือมีรายได้ทางอื่นมากพอใช้จ่ายแล้วเหลือเก็บมาลงทุน ไม่กระทบกับการใช้ชีวิต คนกลุ่มนี้ถูกมองว่ามีความอดทน ราคาลงไปกว่า 50 % ก็ยังอยู่กับหุ้นนั้น ๆ ได้
แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่เห็นเคยมีคนบอกว่าอารมณ์ตอนนั้นเป็นยังไง อดทนได้หรือไม่รู้จะทำยังไง หรือเป็นไปตามแผนที่เค้าวางไว้อยู่แล้ว มูลค่าของหุ้นนั้นยังต้องเพิ่มขึ้นต่อไปตามการวิเคราะห์แน่ ๆ หรือเป็นแค่ผลตอบแทนที่เพียงพอจากปันผลอยู่แล้ว ไม่กระทบกับการใช้ชีวิตปกติ เลยทนได้ก็เป็นได้
สำหรับนักเก็งกำไรก็มีเงื่อนไขต่างไปเช่นกัน อาจเพราะมีเงินน้อยกว่ากลุ่มแรก ผลตอบแทนจากปันผลมันเลี้ยงปากท้องไม่ได้ มีความอดทนที่จะมุ่งสู่ความสำเร็จ อดทนที่จะเรียนรู้และปรับปรุงวิธีการ มีวินัยในการทำตามแผนการได้ดี ยอมรับความผิดพลาดที่เกิดจากจุดอ่อนของระบบเทรดได้
ทำไมนักเก็งกำไรมีมากกว่า และไม่ประสบความสำเร็จมากเท่านักลงทุุน อาจเป็นเพราะปันผลเลี้ยงตัวเองไม่ได้ ราคาตกมาก ๆ เลยรับไม่ได้ ความไม่มีวินัย ไม่มีแผนการเทรด ต้องซื้อขายบ่อย ๆ กำไรถึงจะมากพอ โลภ หรืออะไรก็แล้วแต่
การเก็งกำไรถึงได้ถูกมองว่ายากกว่าการลงทุน แต่คนที่ไม่เหมาะกับการเป็นนักลงทุนก็หลงเข้าไปทำเหมือนนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ แต่แล้วก็ทนไม่ได้เมื่อราคาลดลงไป 50% เจ็บตัวออกตลาดไปกัน แล้วคนเหล่านี้ก็โทษว่าตลาดมันแย่
จริง ๆ แล้วลองทำความเข้าใจผู้ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนหรือนักเก็งกำไร สิ่งที่พวกเค้าเข้าใจ และลงมือทำมันสอดคล้องกับการประเมิน 3 เรื่อง
1 ความเสี่ยง เพราะการลงทุนให้ผลตอบแทนมากพออยู่แล้ว และถือหุ้นที่มีอนาคตจริง ๆ ความเสี่ยงในการถือในความรู้สึกของนักลงทุนผู้ประสบความสำเร็จจึงบอกว่าความเสี่ยงต่ำ ต่างกับอีกคนที่ถือตัวเดียวกันแต่ผลตอบแทนจากปันผลไม่พอกิน ทำให้กระทบกับการใช้ชีวิตก็บอกว่าเสี่ยงสูงได้
หรือการเก็งกำไรของผู้ประสบความสำเร็จก็จะบอกเรื่องความเสี่ยงเป็นเรื่องแรกที่ต้องใส่ใจ ถ้าประเมินแล้วผลตอบแทนมากกว่าความเสี่ยงแบบคุ้มค่า พวกเค้าจะลงมือทำตามวิธีการแบบมีวินัยสุด ๆ นั่นเพราะเค้าทดสอบมาแล้ว และมั่นใจว่าคุ้มค่า การประเมินความเสี่ยงจึงออกมาต่ำก็ได้ แต่ก็มีบางคนที่ไม่ได้ใส่ใจกับระบบเทรด เมื่อลอง 2 - 3 ครั้งแรกเจอขาดทุนก็หนีหายหมด ไม่มีวินัย อยากได้คืน
คนประสบความสำเร็จทั้งการลงทุน และเก็งกำไรจริง ๆ แล้วเค้าเข้าใจเรื่องความเสี่ยงของตัวเองเค้าจึงมีวินัย ลงทุนได้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ และประสบความสำเร็จนั่นเอง
2 เวลา เพราะเวลาเป็นสิ่งที่มีจำกัดสิ่งเดียวในโลก
นักลงทุนเค้ารู้ว่าการลงทุนจะเติบโตมาก ๆ ต้องใช้เวลา เมื่อผลตอบแทนที่มากพออยู่แล้วในการลงทุน นักลงทุนจึงใช้เวลาถือหุ้นจนไปถึงเป้าหมายของตัวเองได้ เช่น ถือจนมูลค่าของกิจการน่าจะไม่เติบโตแล้วได้ อาจเป็นหลายสิบปี คนที่ไม่เข้าใจว่าต้องใช้เวลา คิดว่าหุ้นดีต้องขึ้นเลยจึงผิดพลาดเสมอ
ส่วนนักเก็งกำไรก็เข้าใจว่าเวลาเป็นต้นทุนอย่างหนึ่ง จึงต้องยอมตัดขาดทุน เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลาในการถือหุ้นในช่วงขาลง ไปหาหุ้นตัวอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีถือดีกว่า คนที่ทำตามวินัยไม่ได้ติดหุ้นนาน ๆ ก็เสียโอกาสในการทำกำไรตัวอื่นไป ทนถือจนหุ้นขึ้นมาใหม่ได้ก็ดีไป แต่ส่วนใหญ่ทนไม่ได้ขายขาดทุน 50% ทั้งนั้น เพราะการกลับมาจากขาลงใช้เวลาเท่าไร่ใครจะรู้ล่ะ
3 กำไร เพราะใครก็อยากได้กำไร ยิ่งเยอะยิ่งดี ทำให้สภาวะจิตใจ และการตัดสินใจผิดเพี้ยน เป็นได้ทั้งกำไรมาก และมีทั้งกำไรติดลบ คนเห็นกำไรมากแล้วก็อยากให้มากอีก คนเห็นกำไรติดลบก็กลัวหมดตัว
นักลงทุนเค้าเข้าใจว่ากำไรของเค้าจะมาในรูปแบบเงินปันผล และในระยะยาว ๆ แล้วส่วนต่างราคาถึงตามมาจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าของหุ้นนั้น ๆ และพอใจกับผลกำไรที่ได้อยู่ในขณะนั้น ๆ อยู่อย่างสบาย ๆ ไปเรื่อย ๆ ไม่โลภ ไม่กลัว แต่ได้กำไรมากกว่านี้ก็ยิ่งดีถือเป็นโบนัส
นักเก็งกำไรก็มีแผนการเทรดของตัวเอง พอใจในระดับกำไรที่ทำได้ เพราะเข้าใจในความเสี่ยง และระบบเทรดของตัวเองว่าทำผลตอบแทนได้เท่าไร่ สม่ำเสมอมั้ย พวกเค้าเลยทำตามวินัย และแผนการได้ตลอด สิ่งที่ทำให้นักเก็งกำไรมีความมั่งคั่งจริง ๆ คือหลักการกำไรทบต้น (จะอธิบายในตอนต่อ ๆ ไป)
ตอนนี้เอาแค่นี้ก่อน ยาวแล้วยังไม่ได้ถึงขั้นตอนการพัฒนาประสิทธิภาพการเทรดเลย ตอนต่อ ๆ ไปนะ
ขอให้ผู้เรียนรู้ พยายาม สำเร็จอย่างที่หวัง
Mee?
Mee?
วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2558
วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2558
หาบริษัทในดวงใจ.....ตอน 2 BCM Matrix Analysis
หลังจากเก็บข้อมูลใน Business Canvas Model แล้วนำมาวิเคราะห์ต่อว่ากิจการจะสามารถเป็นผู้ชนะในระยะยาวได้หรือไม่ ด้วยการใช้ framework ที่ใช้กันทั่วไปอย่าง BCM Matrix
BCM Matrix ใช้ช่วยในการวิเคราะห์ Business Cycle เอามาช่วยดูว่ากิจการที่เราเลือกมาวิเคราะห์อยู่ในช่วงไหนของ Cycle แบ่งเป็น 4 ส่วน
1 Stars อยู่ในช่วงเติบโตสุด ๆ กิจการอยู่ในตลาดที่เติบโต ได้รับการสนับสนุนจากเหตุการณ์ระดับโลก หรืออยู่ในกลุ่มที่มี Mega trend หรืออยู่ใน Cycle ขาขึ้นของอุตสาหกรรม
ยกตัวอย่างกลุ่มที่มีโอกาสเป็น Star อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี พวกการสื่อสาร ยังถือว่าเป็น Mega trend โรงพยาบาล หรือ โครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยจะเข้า Cycle ขาขึ้นเพราะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเมื่อนโยบายรัฐชัดเจน ฯลฯ
จากนั้นก็มาดูบริษัทในกลุ่มพวกนี้ว่าใครที่ทำส่วนแบ่งตลาดได้เพิ่มขึ้น หรือเป็นอันดับต้น ๆ ของกลุ่มได้ และมีแนวโน้มว่าจะครองส่วนแบ่งอันดับต้น ๆ ได้อีกนาน ก็จัดเป็นกลุ่ม Star กันได้เลย
2 Cash Cows คือกิจการที่ขนาดตลาดมีอัตราเติบโตต่ำแล้ว แต่ตัวกิจการเองยังคงเป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น มีกำไรสม่ำเสมอ บริษัทแบบนี้ส่วนมากจะมีการจ่ายปันผลมาก เหมือนแม่วัวที่ให้นมไปอีกยาว ๆ
ยกตัวอย่างกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าจะอยู่ในกลุ่ม Cash Cows ก็นจะเป็นพวกโรงงานผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีการพั?ฒนาการผลิต และการกระจายสินค้าไปทั่วถึงทุกพื้นที่แล้ว แต่ทุก ๆ คนยังต้องกินต้องใช้ ยังขายได้ตลอด แต่ไม่โตแบบสุด ๆ แล้ว
3 Question Marks ยังงง ๆ ว่าตัวกิจการจะโตไปทางไหน เพราะยังอยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโต แต่ตัวบริษัทยังคงไม่แข็งแรงพอ ยังอยู่ในช่วงที่พัฒนาเพื่อดันตัวเองให้มีส่วนแบ่งตลาดมากขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ ได้ หรืออาจทำไม่สำเร็จก็ได้ด้วย
กิจการแบบนี้เป็นกลุ่มที่มีโอกาส Turnaround และสร้างกำไรมากมายได้ หรืออาจเป็นบริษัทที่มีความสามารถ แต่ยังไม่ใช่บริษัทที่มีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับต้น ๆ ตอนนี้ที่เห็นชัด ๆ ก็หลายบริษัทในกลุ่มที่เกี่ยวกับ TV Digital
4 Dogs ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก ไม่เติบโต บริหารงานสู้พวกผู้นำไม่ได้ ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงคงต้อง เจ๊งไป กลุ่มนี้ไม่ยกตัวอย่างละกันนะ
การวิเคราะห์ Business Cycle นี้ยังจะนำมาช่วยให้เรากำหนด กลยุทธ์ ในการเทรด และการลงทุนได้ เช่น Stars อาจลงทุนระยะยาว ๆ รอซื้อเมื่อมีการพักตัวของราคาในช่วงขาขึ้น หรือตอนมีวิกฤติ ให้ได้ของถูกมีส่วนลด ขายเมื่อไม่โตแล้ว (นานมาก ๆ) หรือ เล่นกลยุทธ์ Breakout กับกลุ่ม Question Marks ก็พอได้ หรือสะสมความมั่งคั่งกับกลุ่ม Cash Cows ก็ได้ แต่กลุ่ม Dogs ไม่เล่นดีกว่าคร๊าบบ
ขอให้ผู้เรียนรู้ พยายาม สำเร็จอย่างที่หวัง
Mee?
BCM Matrix ใช้ช่วยในการวิเคราะห์ Business Cycle เอามาช่วยดูว่ากิจการที่เราเลือกมาวิเคราะห์อยู่ในช่วงไหนของ Cycle แบ่งเป็น 4 ส่วน
1 Stars อยู่ในช่วงเติบโตสุด ๆ กิจการอยู่ในตลาดที่เติบโต ได้รับการสนับสนุนจากเหตุการณ์ระดับโลก หรืออยู่ในกลุ่มที่มี Mega trend หรืออยู่ใน Cycle ขาขึ้นของอุตสาหกรรม
ยกตัวอย่างกลุ่มที่มีโอกาสเป็น Star อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี พวกการสื่อสาร ยังถือว่าเป็น Mega trend โรงพยาบาล หรือ โครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยจะเข้า Cycle ขาขึ้นเพราะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเมื่อนโยบายรัฐชัดเจน ฯลฯ
จากนั้นก็มาดูบริษัทในกลุ่มพวกนี้ว่าใครที่ทำส่วนแบ่งตลาดได้เพิ่มขึ้น หรือเป็นอันดับต้น ๆ ของกลุ่มได้ และมีแนวโน้มว่าจะครองส่วนแบ่งอันดับต้น ๆ ได้อีกนาน ก็จัดเป็นกลุ่ม Star กันได้เลย
2 Cash Cows คือกิจการที่ขนาดตลาดมีอัตราเติบโตต่ำแล้ว แต่ตัวกิจการเองยังคงเป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น มีกำไรสม่ำเสมอ บริษัทแบบนี้ส่วนมากจะมีการจ่ายปันผลมาก เหมือนแม่วัวที่ให้นมไปอีกยาว ๆ
ยกตัวอย่างกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าจะอยู่ในกลุ่ม Cash Cows ก็นจะเป็นพวกโรงงานผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีการพั?ฒนาการผลิต และการกระจายสินค้าไปทั่วถึงทุกพื้นที่แล้ว แต่ทุก ๆ คนยังต้องกินต้องใช้ ยังขายได้ตลอด แต่ไม่โตแบบสุด ๆ แล้ว
3 Question Marks ยังงง ๆ ว่าตัวกิจการจะโตไปทางไหน เพราะยังอยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโต แต่ตัวบริษัทยังคงไม่แข็งแรงพอ ยังอยู่ในช่วงที่พัฒนาเพื่อดันตัวเองให้มีส่วนแบ่งตลาดมากขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ ได้ หรืออาจทำไม่สำเร็จก็ได้ด้วย
กิจการแบบนี้เป็นกลุ่มที่มีโอกาส Turnaround และสร้างกำไรมากมายได้ หรืออาจเป็นบริษัทที่มีความสามารถ แต่ยังไม่ใช่บริษัทที่มีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับต้น ๆ ตอนนี้ที่เห็นชัด ๆ ก็หลายบริษัทในกลุ่มที่เกี่ยวกับ TV Digital
4 Dogs ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก ไม่เติบโต บริหารงานสู้พวกผู้นำไม่ได้ ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงคงต้อง เจ๊งไป กลุ่มนี้ไม่ยกตัวอย่างละกันนะ
การวิเคราะห์ Business Cycle นี้ยังจะนำมาช่วยให้เรากำหนด กลยุทธ์ ในการเทรด และการลงทุนได้ เช่น Stars อาจลงทุนระยะยาว ๆ รอซื้อเมื่อมีการพักตัวของราคาในช่วงขาขึ้น หรือตอนมีวิกฤติ ให้ได้ของถูกมีส่วนลด ขายเมื่อไม่โตแล้ว (นานมาก ๆ) หรือ เล่นกลยุทธ์ Breakout กับกลุ่ม Question Marks ก็พอได้ หรือสะสมความมั่งคั่งกับกลุ่ม Cash Cows ก็ได้ แต่กลุ่ม Dogs ไม่เล่นดีกว่าคร๊าบบ
ขอให้ผู้เรียนรู้ พยายาม สำเร็จอย่างที่หวัง
Mee?
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


























