วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ความเสี่ยงของการเทรด ??

ความเสี่ยงของการเทรด ??

ผมได้พูดคุยกับคนที่เรียนกับผม
และหลาย ๆ คนที่ร่วมฝึกฝนการเทรดด้วยกัน
ถึงหัวข้อเรื่องความเสี่ยงจากการเทรดคืออะไร

หลาย ๆ คนตอบว่า
ตัวเราเองไม่มีวินัย
ตัวเราเองโลภ
ความผิดพลาดของเครื่องมือ
การไม่เรียนรู้
การ Over Trade
     ฯลฯ

มีไม่กี่คนเท่านั้นที่ตอบตรงกับที่ผมคิด
ผมคิดว่าความเสี่ยงจากการเทรดคือ
"การที่เราไปบังคับควบคุมตลาดไม่ได้"
หรือก็คือ
"การที่เราไม่มีทางรู้ 100% ว่าผลการเทรดครั้งนั้นจะกำไรหรือขาดทุน"

แล้วพวกเราก็ได้คุยกันถึงข้อสรุป
สรุปออกมาได้ว่า
หลาย ๆ คนยังไม่ได้รับผิดชอบต่อการเทรดของตัวเอง
ยังรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการเทรดตามระบบไม่ได้
ยังคิดว่าต้องมี วิธีการ หรือเครื่องมือขั้นเทพ
ที่จะทำให้ชนะตลาดได้ (หวังลึกๆ)

แต่จริง ๆ แล้วมันไม่มี
เรากำลังหวังว่าสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้
คือ "ตลาด"
จะต้องเป็นไปตามที่เราคิด
เป็นไปตามสัญญาณของเครื่องมือต่าง ๆ

หรือถ้าเราฝึกฝนมากขึ้น
เราจะชนะ "ตลาด" ได้
เราจะไม่มีความผิดพลาด

จริง ๆ แล้วสิ่งที่เป็นคำตอบของหลาย ๆ คน
จะเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ต้องฝึกฝน
แต่เป้าหมายไม่ใช่เพื่อ
"เอาชนะตลาด"
แต่เพื่อทำให้เรารอ รอ รอ รอ
เวลาที่ตลาดมอบความได้เปรียบทำกำไรให้เราเท่านั้น

เพราะความเสี่ยงของการเทรดคือ
"การที่เราไม่มีทางรู้ 100% ว่าผลการเทรดครั้งนั้นจะกำไรหรือขาดทุน"
"เราทำได้แค่รอให้ตลาดมอบความได้เปรียบในการทำกำไรให้เราเท่านั้น"

เรียนแบบหมีหมี



คอร์สทำกำไร 1,000 - 3,000 บาทต่อวันด้วย ฺBinary Option

เทรนของเทรดเดอร์ยุคใหม่

ที่ผ่านมาการเทรดต้องลงทุนเยอะ
ต้องเรียนรู้มากมาย
ต้องติดตามข่าวสารตลอดเวลา
ต้องรอนานกว่าจะรู้ว่าได้กำไร

ตอนนี้มีการเทรดแบบใหม่คือ Binary Option
เริ่มลงทุนได้ด้วยเงินหลักร้อย หลักพัน
ใช้วิธีการง่าย ๆ ใครก็ทำได้
ไม่ต้องติดตามข่าวสาร
รู้ผลกำไรได้ใน 1 นาที

อะไรคือ Binary Option

คอร์สทำกำไร 1,000 - 3,000 บาทต่อวันด้วย ฺBinary Option

เนื้อหา

1.  อะไรคือ Binary Option?

2.  วิธีการทำกำไรที่ใคร ๆ ก็ทำได้ แม้ไม่เคยเทรดมาก่อน

3.  การจัดการเงินทุนเพื่อกำไรสม่ำเสมอ

4.  จิตวิทยา และแนวคิดในการเทรด

5.  วิธีการเปิดบัญชี ฝากเงิน ถอนเงิน


6.  เนื้อหาเพิ่มเติมฟรี เช่น ความรู้เกี่ยวกับกราฟราคา ตัวอย่างการเทรด และความรู้อื่น ๆ 
     อีกมากมายที่นำไปต่อยอดกับการเทรดอย่างอื่นได้

เหมาะสำหรับ

1.  คนที่ต้องการรายได้เพิ่ม

2.  คนที่เทรด หุ้น ค่าเงิน แล้วยังทำกำไรได้ไม่สม่ำเสมอ

3.  คนที่ต้องการโอกาสใหม่ ๆ

4.  คนที่อยากศึกษาหาความรู้ด้านการเทรด

ผลการเรียนที่ผ่านมา

ภาพผลการฝึกเพิ่มเติม





















วิธีการเรียน

เรียน Online ผ่าน Facebook ดูเมื่อไร่ก็ได้ ดูซ้ำกี่รอบก็ได้

ค่าเรียน 4,900 บาท
พิเศษ ราคา 3,900 บาทในเดือน พค 59 จำนวนจำกัด 30 คนเท่านั้น

ขั้นตอนการลงทะเบียนเรียน

1.  Add line ID : aameebaa (คุณหมี)

2.  โอนเงินค่าเรียน 3,900 บาท มาที่บัญชี

3.  663-2-22480-8 ธ.กสิกรไทย ชื่อบัญชี นายมงคลศักดิ์  คล่องบำรุง

4.  ส่งหลักฐานการโอน พร้อมกับ ชื่อ และ Facebook มาที่ Line ID: aameebaa

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2558

การสร้างความมั่งคั่งด้วยการพัฒนาประสิทธิภาพการเทรด

มีคนมากมายเข้ามาหาประโยชน์ในตลาดหุ้น บ้างก็สำเร็จร่ำรวย บ้างก็ขาดทุนหนีออกไป คนที่ประสบความสำเร็จก็มีทั้งที่เป็นนักลงทุน และนักเก็งกำไร คนทั้ง 2 กลุ่มนี้ก็มีเงื่อนไขที่ทำให้ประสบความสำเร็จต่างกันไป

นักลงทุนอาจต้องมีเงื่อนไขว่ามีเงินลงทุนมากพอที่ผลตอบแทนจากเงินปันผลให้ความพึงพอใจได้ หรือมีรายได้ทางอื่นมากพอใช้จ่ายแล้วเหลือเก็บมาลงทุน ไม่กระทบกับการใช้ชีวิต คนกลุ่มนี้ถูกมองว่ามีความอดทน ราคาลงไปกว่า 50 % ก็ยังอยู่กับหุ้นนั้น ๆ ได้

แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่เห็นเคยมีคนบอกว่าอารมณ์ตอนนั้นเป็นยังไง อดทนได้หรือไม่รู้จะทำยังไง หรือเป็นไปตามแผนที่เค้าวางไว้อยู่แล้ว มูลค่าของหุ้นนั้นยังต้องเพิ่มขึ้นต่อไปตามการวิเคราะห์แน่ ๆ หรือเป็นแค่ผลตอบแทนที่เพียงพอจากปันผลอยู่แล้ว ไม่กระทบกับการใช้ชีวิตปกติ เลยทนได้ก็เป็นได้

สำหรับนักเก็งกำไรก็มีเงื่อนไขต่างไปเช่นกัน อาจเพราะมีเงินน้อยกว่ากลุ่มแรก ผลตอบแทนจากปันผลมันเลี้ยงปากท้องไม่ได้ มีความอดทนที่จะมุ่งสู่ความสำเร็จ อดทนที่จะเรียนรู้และปรับปรุงวิธีการ มีวินัยในการทำตามแผนการได้ดี ยอมรับความผิดพลาดที่เกิดจากจุดอ่อนของระบบเทรดได้

ทำไมนักเก็งกำไรมีมากกว่า และไม่ประสบความสำเร็จมากเท่านักลงทุุน อาจเป็นเพราะปันผลเลี้ยงตัวเองไม่ได้ ราคาตกมาก ๆ เลยรับไม่ได้ ความไม่มีวินัย ไม่มีแผนการเทรด ต้องซื้อขายบ่อย ๆ กำไรถึงจะมากพอ โลภ หรืออะไรก็แล้วแต่

การเก็งกำไรถึงได้ถูกมองว่ายากกว่าการลงทุน แต่คนที่ไม่เหมาะกับการเป็นนักลงทุนก็หลงเข้าไปทำเหมือนนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ แต่แล้วก็ทนไม่ได้เมื่อราคาลดลงไป 50% เจ็บตัวออกตลาดไปกัน แล้วคนเหล่านี้ก็โทษว่าตลาดมันแย่ 

จริง ๆ แล้วลองทำความเข้าใจผู้ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนหรือนักเก็งกำไร สิ่งที่พวกเค้าเข้าใจ และลงมือทำมันสอดคล้องกับการประเมิน 3 เรื่อง

1 ความเสี่ยง เพราะการลงทุนให้ผลตอบแทนมากพออยู่แล้ว และถือหุ้นที่มีอนาคตจริง ๆ ความเสี่ยงในการถือในความรู้สึกของนักลงทุนผู้ประสบความสำเร็จจึงบอกว่าความเสี่ยงต่ำ ต่างกับอีกคนที่ถือตัวเดียวกันแต่ผลตอบแทนจากปันผลไม่พอกิน ทำให้กระทบกับการใช้ชีวิตก็บอกว่าเสี่ยงสูงได้ 

หรือการเก็งกำไรของผู้ประสบความสำเร็จก็จะบอกเรื่องความเสี่ยงเป็นเรื่องแรกที่ต้องใส่ใจ ถ้าประเมินแล้วผลตอบแทนมากกว่าความเสี่ยงแบบคุ้มค่า พวกเค้าจะลงมือทำตามวิธีการแบบมีวินัยสุด ๆ นั่นเพราะเค้าทดสอบมาแล้ว และมั่นใจว่าคุ้มค่า การประเมินความเสี่ยงจึงออกมาต่ำก็ได้ แต่ก็มีบางคนที่ไม่ได้ใส่ใจกับระบบเทรด เมื่อลอง 2 - 3 ครั้งแรกเจอขาดทุนก็หนีหายหมด ไม่มีวินัย อยากได้คืน

คนประสบความสำเร็จทั้งการลงทุน และเก็งกำไรจริง ๆ แล้วเค้าเข้าใจเรื่องความเสี่ยงของตัวเองเค้าจึงมีวินัย ลงทุนได้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ และประสบความสำเร็จนั่นเอง

2 เวลา เพราะเวลาเป็นสิ่งที่มีจำกัดสิ่งเดียวในโลก 

นักลงทุนเค้ารู้ว่าการลงทุนจะเติบโตมาก ๆ ต้องใช้เวลา เมื่อผลตอบแทนที่มากพออยู่แล้วในการลงทุน นักลงทุนจึงใช้เวลาถือหุ้นจนไปถึงเป้าหมายของตัวเองได้ เช่น ถือจนมูลค่าของกิจการน่าจะไม่เติบโตแล้วได้ อาจเป็นหลายสิบปี คนที่ไม่เข้าใจว่าต้องใช้เวลา คิดว่าหุ้นดีต้องขึ้นเลยจึงผิดพลาดเสมอ

ส่วนนักเก็งกำไรก็เข้าใจว่าเวลาเป็นต้นทุนอย่างหนึ่ง จึงต้องยอมตัดขาดทุน เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลาในการถือหุ้นในช่วงขาลง ไปหาหุ้นตัวอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีถือดีกว่า คนที่ทำตามวินัยไม่ได้ติดหุ้นนาน ๆ ก็เสียโอกาสในการทำกำไรตัวอื่นไป ทนถือจนหุ้นขึ้นมาใหม่ได้ก็ดีไป แต่ส่วนใหญ่ทนไม่ได้ขายขาดทุน 50% ทั้งนั้น เพราะการกลับมาจากขาลงใช้เวลาเท่าไร่ใครจะรู้ล่ะ

3 กำไร เพราะใครก็อยากได้กำไร ยิ่งเยอะยิ่งดี ทำให้สภาวะจิตใจ และการตัดสินใจผิดเพี้ยน เป็นได้ทั้งกำไรมาก และมีทั้งกำไรติดลบ คนเห็นกำไรมากแล้วก็อยากให้มากอีก คนเห็นกำไรติดลบก็กลัวหมดตัว

นักลงทุนเค้าเข้าใจว่ากำไรของเค้าจะมาในรูปแบบเงินปันผล และในระยะยาว ๆ แล้วส่วนต่างราคาถึงตามมาจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าของหุ้นนั้น ๆ และพอใจกับผลกำไรที่ได้อยู่ในขณะนั้น ๆ อยู่อย่างสบาย ๆ ไปเรื่อย ๆ ไม่โลภ ไม่กลัว แต่ได้กำไรมากกว่านี้ก็ยิ่งดีถือเป็นโบนัส

นักเก็งกำไรก็มีแผนการเทรดของตัวเอง พอใจในระดับกำไรที่ทำได้ เพราะเข้าใจในความเสี่ยง และระบบเทรดของตัวเองว่าทำผลตอบแทนได้เท่าไร่ สม่ำเสมอมั้ย พวกเค้าเลยทำตามวินัย และแผนการได้ตลอด สิ่งที่ทำให้นักเก็งกำไรมีความมั่งคั่งจริง ๆ คือหลักการกำไรทบต้น (จะอธิบายในตอนต่อ ๆ ไป)

ตอนนี้เอาแค่นี้ก่อน ยาวแล้วยังไม่ได้ถึงขั้นตอนการพัฒนาประสิทธิภาพการเทรดเลย ตอนต่อ ๆ ไปนะ

ขอให้ผู้เรียนรู้ พยายาม สำเร็จอย่างที่หวัง
Mee?

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2558

หาบริษัทในดวงใจ.....ตอน 2 BCM Matrix Analysis

หลังจากเก็บข้อมูลใน Business Canvas Model แล้วนำมาวิเคราะห์ต่อว่ากิจการจะสามารถเป็นผู้ชนะในระยะยาวได้หรือไม่ ด้วยการใช้ framework ที่ใช้กันทั่วไปอย่าง BCM Matrix

BCM Matrix ใช้ช่วยในการวิเคราะห์ Business Cycle เอามาช่วยดูว่ากิจการที่เราเลือกมาวิเคราะห์อยู่ในช่วงไหนของ Cycle แบ่งเป็น 4 ส่วน
1 Stars อยู่ในช่วงเติบโตสุด ๆ กิจการอยู่ในตลาดที่เติบโต ได้รับการสนับสนุนจากเหตุการณ์ระดับโลก หรืออยู่ในกลุ่มที่มี Mega trend หรืออยู่ใน Cycle ขาขึ้นของอุตสาหกรรม

ยกตัวอย่างกลุ่มที่มีโอกาสเป็น Star อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี พวกการสื่อสาร ยังถือว่าเป็น Mega trend โรงพยาบาล หรือ โครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยจะเข้า Cycle ขาขึ้นเพราะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเมื่อนโยบายรัฐชัดเจน ฯลฯ

จากนั้นก็มาดูบริษัทในกลุ่มพวกนี้ว่าใครที่ทำส่วนแบ่งตลาดได้เพิ่มขึ้น หรือเป็นอันดับต้น ๆ ของกลุ่มได้ และมีแนวโน้มว่าจะครองส่วนแบ่งอันดับต้น ๆ ได้อีกนาน ก็จัดเป็นกลุ่ม Star กันได้เลย

2 Cash Cows คือกิจการที่ขนาดตลาดมีอัตราเติบโตต่ำแล้ว แต่ตัวกิจการเองยังคงเป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น มีกำไรสม่ำเสมอ บริษัทแบบนี้ส่วนมากจะมีการจ่ายปันผลมาก เหมือนแม่วัวที่ให้นมไปอีกยาว ๆ

ยกตัวอย่างกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าจะอยู่ในกลุ่ม Cash Cows ก็นจะเป็นพวกโรงงานผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีการพั?ฒนาการผลิต และการกระจายสินค้าไปทั่วถึงทุกพื้นที่แล้ว แต่ทุก ๆ คนยังต้องกินต้องใช้ ยังขายได้ตลอด แต่ไม่โตแบบสุด ๆ แล้ว

3 Question  Marks ยังงง ๆ ว่าตัวกิจการจะโตไปทางไหน เพราะยังอยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโต แต่ตัวบริษัทยังคงไม่แข็งแรงพอ ยังอยู่ในช่วงที่พัฒนาเพื่อดันตัวเองให้มีส่วนแบ่งตลาดมากขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ ได้ หรืออาจทำไม่สำเร็จก็ได้ด้วย

กิจการแบบนี้เป็นกลุ่มที่มีโอกาส Turnaround และสร้างกำไรมากมายได้ หรืออาจเป็นบริษัทที่มีความสามารถ แต่ยังไม่ใช่บริษัทที่มีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับต้น ๆ ตอนนี้ที่เห็นชัด ๆ ก็หลายบริษัทในกลุ่มที่เกี่ยวกับ TV Digital

4 Dogs ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก ไม่เติบโต บริหารงานสู้พวกผู้นำไม่ได้ ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงคงต้อง เจ๊งไป กลุ่มนี้ไม่ยกตัวอย่างละกันนะ

การวิเคราะห์ Business Cycle นี้ยังจะนำมาช่วยให้เรากำหนด กลยุทธ์ ในการเทรด และการลงทุนได้ เช่น Stars อาจลงทุนระยะยาว ๆ รอซื้อเมื่อมีการพักตัวของราคาในช่วงขาขึ้น หรือตอนมีวิกฤติ ให้ได้ของถูกมีส่วนลด ขายเมื่อไม่โตแล้ว (นานมาก ๆ) หรือ เล่นกลยุทธ์ Breakout กับกลุ่ม Question Marks ก็พอได้ หรือสะสมความมั่งคั่งกับกลุ่ม Cash Cows ก็ได้ แต่กลุ่ม Dogs ไม่เล่นดีกว่าคร๊าบบ

ขอให้ผู้เรียนรู้ พยายาม สำเร็จอย่างที่หวัง
Mee?